30 อาหารอันตรายต่อสุขภาพ

 เราทุกคนต่างรู้ว่าการรับประทานอาหารที่ดีต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม ดังนั้นผลที่ตามมาก็คือ ร่างกายที่อ่อนแอและมีแต่โรคภัยไข้เจ็บ ไม่แข็งแรงสมบูรณ์พอที่จะต่อสู้กับโรคร้ายต่าง ๆ ได้ อีกทั้งอาหารการกินในยุคปัจจุบันนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นไปในทางที่ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะอาหารการกินในปัจจุบันนี้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่าง ๆ มากขึ้นจนน่ากลัว

คุณอาจจะรู้สึกเหนื่อยหน่อยกับการเลือกรับประทานอาหารของคุณ แต่นั่นมันก็ให้ผลดีกับคุณอย่างมากเลยทีเดียว เพราะคุณไม่ต้องมาเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายและทรมานอยู่กับโรคที่คุณไม่ปรารถนา แน่นอนว่าคุณอาจไม่ชอบสักเท่าไหร่ที่เมนูอาหารที่บอกดังต่อไปนี้ เป็นเมนูอาหารที่แสนอันตรายและเป็นเมนูสุดโปรดของคุณแทบทั้งสิ้น

 

อาหารที่มีโทษต่อร่างกาย
1.สเต็ก คุณรู้หรือไม่ว่าการจะรับประทานสเต็กได้อย่างปลอดภัยนั้นต้องนำมาทำให้สุกเสียก่อน แต่ความสุกของสเต็กนั้นมีอยู่ 5 ระดับ ตรงนี้แหละคือประเด็นสำคัญ เพราะความร้อนจะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่แฝงมากับเนื้อสัตว์ได้ และมีความปลอดภัยลดหลั่นกันไปในแต่ละระดับ อย่างระดับที่ 1 ซึ่งเราจะเรียกว่า แรร์ (rare) เป็นระดับที่ถือว่าเสี่ยงต่อสุขภาพมากที่สุด เมื่อรับประทานเข้าไปก็อาจจะก่อให้เกิดโรคพยาธิ และโรคเกี่ยวกับระบบการย่อยและทางเดินอาหารได้ เพราะระบบการย่อยของร่างกายคนเราไม่สามารถที่จะย่อยอาหารดิบ ๆ ได้ง่าย ซึ่งกว่าร่างกายจะขับออกมาก็คงต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน คิดดูแล้วกันว่าร่างกายคุณจะทำงานหนักแค่ไหน ส่วนระดับ 2 ที่เรียกว่า มีเดียมแรร์ (medium rare) ระดับนี้จะสุกขึ้นมาหน่อย และระดับ 3 ที่เรียกว่า มีเดียม (medium) ซึ่งเป็นระดับที่สุกมากยิ่งขึ้นแต่ก็ยังดิบอยู่ คุณก็ยังคงเสี่ยงกับพยาธิและเชื้อโรคอยู่ดี ส่วนในระดับ 4 หรือ มีเดียมเวลล์ (medium well) โดยรวมแล้วระดับนี้เนื้อจะเริ่มสุกเกือบทั้งหมด ความปลอดภัยจะมีมากขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคุณจึงไม่ควรเสี่ยงกับระดับเหล่านี้ แต่ควรหันมารับประทานในระดับ 5 หรือ เวลลดัน (well don) แทน เพราะในระดับนี้เนื้อจะสุกทุกส่วนแล้ว และถือว่าเป็นระดับที่ปลอดภัยต่อร่างกายมากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี เพราะขึ้นชื่อว่าอาหารย่าง ยังไงมันก็ก่อให้เกิดโรคกับคุณได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นหากคุณอยากรับประทานสเต็กก็ควรเลือกระดับที่ 5 และที่สำคัญไม่ควรรับประทานบ่อยมากนัก เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้

2.ไส้กรอก ตามท้องตลาดจะมีไส้กรอกอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงส่วนผสมที่เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่รวมอยู่ด้วยหลายชนิด เช่น สารกันบูดที่มีไว้เพื่อยืดอายุของไส้กรอกให้นานยิ่งขึ้น, สารไนไตรท์ ที่ช่วยให้ไส้กรอกเหนียวนุ่ม หากรับประทานเข้าไปมาก ๆ ก็จะเกิดการสะสมในร่างกายจนคุณเป็นโรคมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งในเม็ดเลือด มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ และเนื้องอกในสมอง แต่ความอันตรายยังไม่หมดเพียงแค่นี้ เพราะอย่าลืมว่าไส้กรอกจะไม่สามารถขึ้นรูปเป็นแท่งยาวถ้าไม่มี “ถุงหลอด” แน่นอนว่าเจ้าถุงหลอดนี้คงต้องไม่ธรรมดาแน่ เพราะมันผลิตมาจากคอลลาเจนสังเคราะห์ ซึ่งมีสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากมีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่มาก และเมื่อคุณนำไปย่างหรือปิ้งแล้วละก็ จะทำให้เกิดสารพิษที่น่ากลัวที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ซึ่งก็เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน ดูสิ…แค่ไส้กรอกเมนูเดียว คุณก็ได้รับสารก่อมะเร็งมากมายแล้ว T-T

3.แฮมเบอร์เกอร์ คุณรู้หรือไม่ว่าแฮมเบอร์เกอร์นั้นอุดมไปด้วยเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นในระหว่างขบวนการทำ (รอเพื่อที่จะนำเนื้อแฮมเบอร์เกอร์เหล่านั้นมาปรุงแต่งรสชาติ) ทำให้เกิดการเน่าเสีย ผู้ผลิตบางรายจึงนิยมใช้สารเคมีบางชนิดเข้ามาช่วยในการกำจัดกลิ่นและสีที่จะเปลี่ยนไปของเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนความอร่อยของแฮมเบอร์เกอร์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อันตราย เพราะความอร่อยนั้นมาจาก “ผงชูรส” นั่นเอง โดยสารเคมีที่มีอยู่ในผงชูรสจะทำให้คุณวิงเวียนศีรษะ คอแห้ง เกิดอาการแพ้ และมันยังทำให้คุณอ้วนได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองก็เป็นบ่อเกิดของโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารและอาจกลายเป็นโรคมะเร็งในเวลาต่อมาได้ ทางที่ดีคุณควรรับประทานมันให้น้อยลง หรือไม่รับประทานเลยก็จะยิ่งดีต่อร่างกายของคุณ


4.เฟรนช์ฟรายส์ เมนูอุปสรรคความสวยของผู้หญิงอย่างแท้จริง ! ด้วยการทอดที่ใช้ต้องใช้น้ำมันเป็นจำนวนมาก มันจึงทำให้คุณอ้วนได้ไม่ยากนัก และการทอดมันฝรั่งนั้นจะต้องใช้ความร้อนสูง และเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่สูงแล้ว สารเคมีที่ชื่อว่า “อะคริลิไมด์” ก็จะปรากกฎตัวออกมา ซึ่งเจ้าสารนี้มันเป็นสารก่อมะเร็ง อีกทั้งน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำไปมาตลอดวัน จะทำให้เกิดการ “ออกซิไดส์” และทำให้เกิดสารปนเปื้อนในมันฝรั่งทอด และส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณ ทำให้ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็งในที่สุด ถ้าอยากกินจริง ๆ คุณควรซื้อมันฝรั่งมาทอดเองที่บ้านด้วยน้ำมันใหม่ก็ดูจะปลอดภัยขึ้นมาหน่อย

5.พิซซ่า อาหารที่ประกอบไปด้วยเนยหรือชีส หากรับประทานมาก ๆ ก็อาจทำให้อ้วนได้ง่าย ๆ แป้งที่นำมาใช้ทำก็เป็นแป้งขัดสีที่แทบจะไม่มีวิตามินและเกลือแร่หลงเหลืออยู่แล้ว ส่วนขั้นตอนการอบพิซซ่าที่ต้องใช้ความร้อนสูงยังทำให้เกิดสารพิษ “อะคริลิไมด์” ซึ่งมีอันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งการเพิ่มส่วนผสมต่าง ๆ ลงไปบนหน้าพิซซ่าไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกหรือเบคอน รวมไปถึงไขมันต่าง ๆ ร่างกายก็ยิ่งพบกับความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคอ้วน และโรคต่าง ๆ อีกมากมาย


6.ไก่ทอด ทราบหรือไม่ว่าการรับประทานไก่ทอดแต่ละชิ้น คุณจะได้รับพลังงานจากมันมากถึง 340 แคลอรี่เลยทีเดียว อีกทั้งยังได้รับไขมันที่เกินขนาดจากไก่ทอดและแป้งขนมปังกรอบซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วน และยังมีสารปนเปื้อนประเภทสารอะลูมิเนียมในไก่ทอด ที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อระบบการทำงานของสมองและระบบเมตาบอลิซึมในร่างกาย นอกจากนี้รสชาติที่กลมกล่อมก็อาจต้องแลกมาด้วยการปรุงรสด้วยผงชูรสที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อสะสมอยู่ในร่างกายมากขึ้นจนถึงระดับที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ คราวนี้ละ…โรคต่าง ๆ ก็จะถามหาคุณแล้ว และแน่นอนโรคมะเร็งคือโรคแรกที่จะมาถามหาคุณ !

7.เบคอน / แฮม เบคอนหรือความจริงแล้วก็คือ หมูสามชั้นติดมันที่ถูกสไลด์ให้เป็นแผ่นบางนั่นเอง แน่นอนว่ามันต้องอุดมไปด้วยไขมัน ไขมัน และไขมัน ! ที่คุณอาจมีสิทธ์อ้วนได้แบบงง ๆ และคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดก็อาจอุดตันจนก่อให้เกิดโรคหัวใจได้โดยที่คุณไม่ตั้งใจ แถมเบคอนยังมีส่วนผสมของดินประสิว ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็น “สารไรโตรซามีน” ที่สารก่อให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ส่วนแฮมก็ใช่ย่อย เพราะมีทั้งไขมัน สารกันบูด และสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นตัวก่อมะเร็ง เช่นเดียวกับเบคอนและไส้กรอก


8.กากหมู สิ่งที่คุณได้นอกจากความอร่อยมันก็คือ ไขมันล้วน ๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะพวกมันจะเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคความดันโลหิตสูงจนอาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก โรคหลอดเลือดตีบตัน และนำไปสู่สาเหตุการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจวายในที่สุด นอกจากนี้ร่างกายของคุณยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งมดลูก มะเร็งลำไส้ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งเต้านม และมะเร็งปอด ดูสิว่ามันน่ากลัวแค่ไหน !

 9.เนื้อวัว / เนื้อหมู / เนื้อไก่ / เนื้อปลา ความจริงแล้วมนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืชมาแต่ไหนแต่ไร ร่างกายจึงถูกแบบมาให้รองรับอาหารประเภทพืชผักผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์ แต่ใครจะสนใจ…ก็ในเมื่อเนื้อสัตว์ที่เรารับประทานอยู่นั้นอร่อยกว่าเห็น ๆ นั่นแหละคือสาเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่ตามมามากมาย เนื้อสัตว์นั้นเป็นอาหารอันตรายที่เราอาจคาดไม่ถึง เพราะพวกมันเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมของมนุษย์และเซลล์มะเร็ง และมีสารพิษต่าง ๆ มากมายที่ก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกาย คุณรู้หรือไม่ว่าเนื้อสัตว์ที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้มันมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายอยู่มากแค่ไหน อย่างแรกเลยก็คือ สารเร่งเนื้อแดง สาเหตุของโรคหัวใจ, ยาปฏิชีวนะประเภทคลอแรมแฟนิคอล (Chloramphenicon) และยาในกลุ่มไนโตรฟูแลม (Nitrofurams) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีสารเคมีอื่น ๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นเองจากสัตว์ขณะที่พวกมันกำลังถูกฆ่า ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งด้วยเช่นกัน และเรื่องที่น่าจกใจกว่านั้นก็คือ คนกลุ่มที่บริโภคเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวนั้นจะมีอายุสั้นมากจนน่าตกใจ อย่างชาวเอสกิโมที่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักก็มีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น !! ในทางกลับกันกลุ่มคนที่บริโภคแต่พืชผักผลไม้อย่างเดียว ล้วนมีอายุเฉลี่ยที่ยืนยาวราว 110 ปี !! คราวนี้คุณพอจะเห็นถึงความแตกต่างของการบริโภคขึ้นมาบ้างแล้วยัง ?

10.เนื้อบด / หมูบด / ไก่บด / เนื้อปลาขูด ในเนื้อบดสำเร็จรูปเหล่านี้จะมีสารบอแรกซ์เป็นส่วนผสมอยู่ เมื่อร่างกายได้รับสารบอแรกซ์สะสมมากเข้า อาการผิดปกติต่าง ๆ ก็จะแสดงออกมา ที่เห็นได้ชัดก็คือ คุณจะเบื่ออาหาร ร่างกายอ่อนเพลีย ผิวหนัง ตับ ไต และเยื่อตามีอาการอักเสบ หนังตาบวม น้ำหนักตัวลด และมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (มิน่าละ…) และอาการของคุณจะหนักมากขึ้นถึงขั้นเสียชีวิต เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรเสี่ยงกับความสะดวกสบายแบบสำเร็จรูปจะดีกว่า แต่ให้เปลี่ยนมาซื้อแบบเป็นชิ้น ๆ และนำมาสับเองก็ดูจะปลอดภัยกว่า แต่ทั้งนี้ก็ควรจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยด้วย

11.ลูกชิ้นเนื้อ / ลูกชิ้นหมู / ลูกชิ้นปลา ก็ทำนองเดียวกันกับเนื้อบดทั้งหลาย เพราะมีนมีส่วนผสมของสารบอแรกซ์อยู่ด้วยนั่นเอง อย่างที่บอกไปถึงโทษที่รุนแรงของสารบอแรกซ์ พวกมันจะออกฤทธิ์ทำร้ายคุณอย่างช้า ๆ และเมื่อพลังทำลายของมันมีมากพอ คราวนี้ละคุณเอ๋ยย…ตัวใครตัวมันได้เลย ยิ่งถ้าได้รับเข้าไปในปริมาณมากเพียงครั้งเดียวก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที แต่ก็ใช่ว่าคุณจะรับประทานไม่ได้เลยในชาตินี้ เพราะยังมีร้านค้าอีกหลายร้านที่เห็นถึงความสำคัญของผู้บริโภค เขาจึงไม่ใส่สารบอแรกซ์ลงไป… นั่นแหละจึงการันตรีว่าคุณจะรับประทานได้อย่างปลอดภัย

12.ลาบดิบ / แหนบดิบ / ลู่ดิบ หลายคนมักเข้าใจเพียงแค่บีบน้ำมะนาวหรือเหล้าลงในเนื้อดิบ ๆ ก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรคหรือฆ่าพยาธิให้ตายได้ นั่นเป็นความคิดที่ผิด !! ดังนั้นสิ่งที่พวกเขารับประทานเข้าไปก็คืออาหารดิบที่เต็มไปด้วยพยาธิและเชื้อโรค ซึ่งเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหารอย่างมาก เพราะเหล่าพยาธิจะพากันไปวางไข่ในลำไส้ของคุณอย่างสบายใจเฉิบ ! และมันจะใช้ชีวิตอยู่กับคุณได้นานถึง 24 ปี !! ปีนะไม่ใช่วัน อีกทั้งคุณยังได้รับโรคต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคท้องร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคแอนแทรกซ์ โรคอหิวาตกโรค โรคบิด โรคสเตรปโตคอกคัสซูอิส โรคเอ็นเทอริก โรคไทฟอยด์ โรคตับอักเสบชนิดเอ โรคหูหนวก ตาบอด และคุณจะเสียชีวิตในที่สุดหากร่างกายของคุณได้รับพยาธิทั้ง 3 ชนิดนี้เข้าไป ได้แก่ พยาธิตัวกลม (ทริคิโนซีส), พยาธิตัวตืด และพยาธิใบไม้ เพราะพวกมันจะชอนไชเข้าสู่กระแสเลือด ไชไปจนถึงสมองทำให้สมองอักเสบ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ชักกระตุก และหมดสติ ไชเข้าลำไส้เข้าไปแย่งดูดซึมอาหารจนทำให้คุณขาดสารอาหาร อาเจียน คลื่นไส้ ปวดท้องรุนแรง ถ่ายเหลว และซูบผอม ยิ่งถ้าพวกมันแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้นจะยิ่งทำให้ลำไส้ของคุณอุดตัน และถ้าไชเข้าปอดเมื่อไหร่ ปอดก็จะอักเสบ และเสียชีวิตได้ในที่สุด

13.อาหารทอด / ปิ้ง / ย่าง การทอด ปิ้ง หรือย่างอาหารที่ใช้ความร้อนสูงจะทำให้เกิด “สารอะคริลาไมด์” ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งช่องปาก มะเร็งปอดมดลูก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารอันตรายที่เกิดจากการทอด ปิ้ง หรือย่างอีกหลายชนิดด้วยกัน เช่น สารไนโตรซามีน ที่มักจะแฝงตัวอยู่ในปลาหมึกย่างและปลาทะเลย่าง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร, สารกลุ่มพัยโรลัยเซต เป็นสารที่เกิดจากการใช้ความร้อนสูง พวกมันจะอยู่ในส่วนที่เป็นสีดำที่ไหม้เกรียมของอาหาร สารตัวนี้มีอันตรายอย่างมากต่อ DNA ในร่างกาย เพราะมันจะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่น่ากลัวนั่นเอง, สารกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน สารชนิดนี้จะแฝงตัวอยู่ในเขม่าควันไฟต่าง ๆ เป็นสารพิษที่มีความอันตรายมากกว่าสารพิษอื่น ๆ ที่กล่าวมา เพราะพวกมันเป็นสารเริ่มต้นของสารก่อมะเร็ง คุณอาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดหากสูดดมเข้าไปนาน ๆ และถ้าควันนั้นสัมผัสโดนผิวหนังคุณบ่อย ๆ คุณอาจมีสิทธิ์เป็นมะเร็งผิวหนังได้โดยไม่รู้ตัว

14.อาหารกึ่งสำเร็จรูป คุณอาจจะตกใจถ้ารู้ว่ามีอะไรแฝงตัวอยู่ในอาหารสำเร็จรูปที่คุณรับประทาน มาทกความรู้จักกับมักสักหน่อยดีกว่า นั่นก็คือ แบคทีเรีย ยีสต์ รา และหนอนพยาธิ ถ้าคุณชอบหมูยอ กุนเชียง ปลาป่น และปลากระป๋องแล้วละก็ คุณได้พับกับพวกมันแน่ ๆ ร่างกายของคุณก็จะเกิดการเจ็บป่วยในระบบทางเดินอาหาร นอกจากเชื้อจุลินทรีย์แล้ว สารเคมีต่าง ๆ ก็มีอยู่ในอาหารกึ่งสำเร็จรูปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ใช้ในการปรุงแต่งสี รสชาติ กลิ่น และสารเคมีที่ใช้ในการถนอมอาหาร ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น เพราะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายผิดปกติ

15.บะหมี่สำเร็จรูป แท้จริงแล้วมีคุณค่าทางอาหารต่ำมากและยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย เพราะมีสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเจือปนอยู่ในนั้น สารอาหารที่ได้รับแน่ ๆ เลยคือ แป้ง ซึ่งทำให้คุณอ้วนได้ น้ำมันเจียวที่เป็นเครื่องปรุงก็อันตราย เพราะเป็นน้ำมันสัตว์ เครื่องปรุงรสก็มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก แล้วแบบนี้คุณยังจะรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารหลักอยู่อีกหรือ แต่ถ้าคุณไม่สามารถเลิกรับประทานได้ละก็ ขอแนะนำให้รับประทานมันนาน ๆ ครั้ง อาจจะเป็นอาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งสองครั้ง ก็ยังปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่า

16.อาหารใส่กล่องโฟม จากผลการวิจัยพบว่า กล่องโฟมมีสารพิษชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “สารสไตรีน” ซึ่งสารพิษชนิดนี้นั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เพราะมันทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ โดยสารนี้จะเกิดขึ้นเมื่อกล่องโฟมโดนความร้อนสูงจนทำให้มันละลาย และความร้อนที่ว่านั้นก็มาจากอาหารที่ใส่ลงไปในกล่องโฟม ยิ่งถ้าเป็นอาหารประเภททอดก็ยิ่งอันตรายไปใหญ่ แม้ในกรณีที่กล่องโฟมไม่ละลาย พวกมันก็สามารถปล่อยสารพิษสไตรีนออกมาได้เช่นกัน โดยมาจากอาหารที่มีความร้อนและถูกบรรจุในกล่องโฟมเป็นเวลานาน ๆ นั่นเอง

17.อาหารทะเลสด ผักสด และถั่วงอกที่มีสารฟอร์มาลิน จากการวิจัยพบว่าอาหารที่ดูสดสะอาดและพืชผักที่มีสีสันสดใสนั้นมักจะมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ นั่นก็คือ “สารฟอร์มาลิน” หรือสารที่ใช้ดองศพนั่นแหละ T-T ใครก็ตามี่รับประทานอาหารที่มีฟอร์มาลินเข้าไปสะสมในร่างกายระดับหนึ่ง จะทำให้ระบบการทำงานของตับ ไต และหัวใจผิดปกติ การทำงานของสมองแย่ลง สมองเสื่อมเร็ว และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีอาการปวดแสบตามผิวหนัง และถ้าร่างกายได้รับสารชนิดนี้เข้าไปในปริมาณมาก และโดยตรง เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายจะหยุดทำงานทันที เซลล์จะค่อย ๆ ตาย จากนั้นจะเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากเสี่ยงกับสารฟอร์มาลินที่มากับพืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเลแล้วละก็ คุณควรนำวิธีง่าย ๆ เหล่านี้ไปใช้ นั่นก็คือ คุณควรสังเกตก่อนว่าสีสันของอาหารที่คุณจะซื้อนั้นมีสีสันสดใหม่อยู่ตลอดเวลาไม่ยอมแห้งเหี่ยวหรือไม่ มีสีสันเข้มกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถ้าดูสดใหม่อยู่ตลอดเวลาแบบนี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาหารเหล่านั้นผ่านการแช่ฟอร์มาลินมาแล้วเรียบร้อย นอกจากนี้คุณควรดมกลิ่นก่อนที่จะซื้อว่ามันมีกลิ่นฉุนแสบจมูกหรือไม่ ถ้าดมแล้วไม่มีก็เป็นใช้ได้ และเพื่อความมั่นใจคุณควรนำไปล้างทำความสะอาดก่อนนำมาปรุงอาหาร

18.อาหารหมักดอง อาหารประเภทนี้จะใช้เกลือเป็นวัตถุดิบสำคัญในการหมักดอง จึงทำให้อาหารหมักดองมีโซเดียมสูง และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากรับประทานเข้าไปเป็นประจำ โซเดียมจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายของคุณ จนทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ระบบปัสสาวะได้รับผลกระทบที่ไม่ดี แล้วคุณจะมีอาการตัวบวม และที่เป็นอันตรายที่สุดอาจเป็นโรคไหลตาย ซึ่งสาเหตุของโรคนี้เกิดจากการที่ร่างกายขาดสารเคมีที่จะไปทำลายสารไทรามีนที่มีอยู่ลำไส้และกระแสเลือด ซึ่งสารนี้จะได้รับจากอาหารหมักดอง ทำให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือดคล้ายกับภาวะโรคหัวใจ ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายขาดความสมดุล ส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นไปเฉย ๆ โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ยังไม่หมดแค่นั้น เชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากการหมักดองยังทำให้คุณเป็นโรคกระเพาะอาหารและกลายเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด น่ากลัวมั้ยละ !
 

19.กะหล่ำปลีดิบ / ถั่วงอกดิบ จากการสำรวจพบว่ากะหล่ำปลีดิบนั้นมีสารพิษปนเปื้อนชื่อว่า กอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อต่อมไทรอยด์อย่างมาก เพราะมันจะไปยับยั้งการจับไอโอดีนองต่อมไทรอยด์ ส่งผลให้เป็นโรคคอหอยพอก ส่วนถั่วงอกดิบนั้นจะมีสารพิษตามธรรมชาติที่ชื่อว่า “ไฟเตต” ซึ่งมันจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมของแร่ธาตุอาหารในร่างกาย จนทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม และเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา เพราะฉะนั้นถ้าอยากรับประทานอย่างปลอดภัยละก็ คุณควรนำมาต้มให้สุกเสียก่อน แค่นี้คุณก็สามารถรับประทานได้อย่างสบายใจแล้ว

20.หน่อไม้ดอง / ถั่วงอก / ขิงหั่นฝอย / น้ำตาลมะพร้าว สีขาวดูสะอาดจากอาหารเหล่านี้ที่คุณเห็นมันไม่ได้สะอาดอย่างที่ตาคุณบอกหรอก แต่มันมีอันตรายมากกว่าที่คุณคิด เพราะสีขาวนั้นอาจเกิดจากการใช้สารฟอกขาว หากบริโภคสารนี้เข้าไปในร่างกายจะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติ นั่นก็คือ เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ถ่ายเป็นเลือด ปวดหลัง แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออกตามลำดับ ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว ช็อก หมดสติ ไตวาย และเสียชีวิตได้ในที่สุดหากร่างกายได้รับสารฟอกขาวในปริมาณมากกว่า 30 กรัม ทางที่ดีคุณควรงดรับประทานหรือหากเลิกไม่ได้คุณอาจเลือกหาร้านที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดโดยดูจากสีของอาหารที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดนั่นเอง

21.น้ำส้มพริกดอง ปัญหามันอยู่ที่ว่าน้ำส้มพริกดองที่เติมลงไปในอาหาร มันอาจจะเป็นน้ำส้มสายชูปลอม !! และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง อวัยวะภายในของคุณอาจต้องพบกับอันตรายแล้วละ โดยเฉพาะกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะสารเคมีที่มีอยู่น้ำส้มสายชูปลอมนั้นมีความเป็นกรดสูงมาก แล้วแบบนี้เราจะได้อย่างไรว่าน้ำส้มสายชูที่รับประทานอยู่เป็นของแท้หรือของปลอม แต่คุณสามารถสังเกตโดยดูจากสีของพริกดองที่อยู่ในน้ำส้มสายชูว่ามันมีสีสดหรือสีซีดเน่าเปื่อย ถ้าสดก็แสดงว่าน้ำส้มสายชูแท้ แต่ถ้าดูเน่าเปื่อยสีซีดแสดงว่าเป็นน้ำส้มสายชูปลอม และที่สำคัญไม่ว่าจะแท้หรือปลอมมันก็ควรจะถูกใส่ในภาชนะที่เป็นแก้วมากกว่าที่จะเป็นพลาสติก เพราะน้ำส้มสายชูจะกัดกร่อนพลาสติกจนทำให้สารเคมีสังเคราะห์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพลาสติกปนเปื้อนในน้ำส้มสายชูได้

22.อาหารหวานจัดและเค็มจัด เมื่อร่างกายใช้พลังงานจากความหวานของน้ำตาลไม่หมด ร่างกายก็จะเก็บสะสมความหวานในรูปแบบของไขมัน และนี่แหละคือสาเหตุของโรคอ้วนและโรคมะเร็ง โทษของรสหวานจัดนั้นก็มีมากจนนับไม่ถ้วน มีตั้งแต่โรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงโรคน่ากลัวอย่างโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคฟันผุ โรคไขมันในเลือดสูง มีอาการปวดท้อง และท้องอืด อันเนื่องมาจากการหมักหมมของน้ำตาล จนทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินอาหารผลิตกรดและแก็สขึ้นมา ส่วนอาหารที่มีรสเค็มจัดนั้นส่วนใหญ่จะมาจากการเติมน้ำปลาและเกลือลงไป ยิ่งผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารรสชาติเค็มจัด ก็จะส่งผลกระทบกับร่างกายอย่างมาก เพราะทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและเสี่ยงต่อโรคไต

23.อาหารเผ็ดจัด แม้ความเผ็ดจะมีประโยชน์ต่อร่างกายในการช่วยให้เจริญอาหารและช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ก็จริง แต่อย่างที่บอกอะไรที่มันมากเกินความพอดีมันย่อมไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ แต่ร่างกาย เพราะการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดมากอาจทำให้ช่องปากของคุณแสบร้อนและก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร และทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผล ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง จนทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและขาดสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย ระบบขับถ่ายทำงานไม่ค่อยดี อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย เนื่องจากสารบางอย่างในพริกนั้นไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบรีดตัว เพราะฉะนั้นควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีรสชาติใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดจะดีต่อสุขภาพมากกว่า

24.ผงชูรส ความร้ายกาจที่คุณอาจคาดไม่ถึง ในผงชูรสนั้นจะมีส่วนประกอบที่เรียกว่า “โมโนโซเดียมกลูตาเมต” หากมันผสมอยู่ในร่างกายของคุณนาน ๆ มันจะแผงฤทธิ์จนทำให้คุณต้องตกใจ เพราะมันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ และโรคไตวาย ยิ่งถ้าเป็นผงชูรสปลอมด้วยแล้ว ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะผงชูรสปลอมนั้นจะใส่สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก นั่นก็คือ สารโซเดียมเมตาฟอสเฟส และสารบอร์แรกซ์ ซึ่งสารเหล่านี้หากเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายมาก ๆ เข้าอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ และใช่ว่าผงชูรสจะใช้เป็นเครื่องปรุงรสเฉพาะอาหารเท่นั้น แต่พวกมันยังถูกนำไปใส่ขนมขบเคี้ยวของเด็ก ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติอีกด้วย ดังนั้นการเลิกรับประทานอาหารที่ใส่ผงชูรสก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

25.เนยเทียม แม้เนยเทียมจะทำมาจากไขมันพืชก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ทำให้ให้คุณอ้วนได้ และมันก็ไม่ได้ช่วยให้ไขมันในเลือดลดลงอย่างที่เชื่อกันอีกด้วย เนื่องจากเนยเทียมนั้นมีกรดไขมันผิดปกติที่เรียกว่า “กรดไขมันทรานส์” ซึ่งเกิดจากการเติมไฮโดรเจนระหว่างขบวนการผลิตเพื่อทำให้จับกันเป็นก้อนได้ กรดไขมันทรานส์นั้นมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เนื่องจากมีคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีต่อร่างกาย และส่งผลให้เส้นเลือดอุดตัน เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นคุณควรเปลี่ยนมารับประทานไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายประเภทอื่นแทนจะดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ได้จากน้ำมันมะกอก หรือไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อนที่ได้จากน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

26.น้ำสลัดไขมันต่ำ คุณแน่ใจได้อย่างไรมันจะดีต่อสุขภาพของคุณจริง ๆ เพราะอย่างที่บอกไป อาหารชนิดใดก็ตามที่ปราศจากน้ำตาล พวกเขาจะใส่สารเพิ่มความหวานเข้าไปทดแทน และนั่นแหละคือปัญหาใหญ่ต่อสุขภาพของคุณ เช่นเดียวกับน้ำสลัดไขมันต่ำที่คนรักสุขภาพโปรดปรานนั้นมันไม่ได้ทำให้สุขภาพขงคุณดีขึ้นเลย หนำซ้ำยังอาจทำให้คุณอ้วนมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย สาเหตุก็คือ ทางด้านโภชนาการนั้น ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ใช้ในการดูดซึมวิตามินในร่างกาย เมื่อคุณรับประทานน้ำสลัดไขมันที่มีไขมันกับผักสลัด ไขมันจะเป็นตัวช่วยดูดซึมวิตามินที่ได้จากผักเข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี และแน่นอนมันไม่ทำให้อ้วน แถมยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย ตรงข้ามกับน้ำสลัดไขมันต่ำที่ไม่มีไขมันไว้ช่วยดูดซึมวิตามิน อีกทั้งร่างกายของคุณยังได้รับน้ำตาลหรือสารให้ความหวานเพิ่มมากขึ้นจากน้ำสลัดไขมันต่ำ แทนที่คุณจะสุขภาพดี แต่กลับอ้วนขึ้นแบบงง ๆ และยังมีสิทธิ์เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย แนะนำว่ากลับมารับประทานน้ำ

27.สลัดแบบธรรมดา ๆ นี่แหละดีที่สุด แต่ก็ไม่ควรใช้น้ำสลัดมากเกินไป ราดแต่น้อยพอ เพราะแน่นอนว่ามันมีไขมันและมันอาจทำให้คุณอ้วนได้เช่นกัน
น้ำตาลเทียม แม้จะใช้แทนความหวานของน้ำตาลได้ก็จริง แต่มันไม่ได้หมายว่ามันจะไม่ทำให้คุณอ้วนหรือปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่าน้ำตาล แต่น้ำตาลเทียมนี้แหละตัวก่อโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเลยละ จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า แม้น้ำตาลเทียมจะให้พลังงานน้อยก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะทำให้น้ำหนักของคุณลดลง ตรงกันข้ามมันกลับทำให้คุณน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย เนื่องจากน้ำตาลเทียมจะทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายทำงานช้าลง และทำให้คุณอ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัวไงละ !

28.น้ำตาลทรายขาว การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลทรายขาวมากเกินไปและติดติดต่อกันเป็นเวลานาน ผิวหน้าจะมีรูขุมขนกว้าง เพราะมันเป็นบ่อเกิดของการเกิดสิว และสภาพผิวอื่น ๆ ด้วยที่จะตามมาติด ๆ คือ ตับอ่อนของคุณจะทำงานหนักจนโรคเบาหวานถามหา แถมคุณยังต้องเจอกับโรคกระดูกผุ ที่มีสาเหตุมาจากร่างกายของคุณต้องใช้แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินบีรวมจำนวนมากมาช่วยในการย่อยน้ำตาล ยิ่งถ้าน้ำตาลมีมากจนร่างกายดึงไปใช้ไม่หมด คราวนี้ล่ะคุณต้องเจอกับโรคอ้วนตามมาอีก เพราะน้ำตาลที่เหลือจะเปลี่ยนมันให้อยู่ในรูปไขมันและเก็บสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนและมีไขมันในเลือดสูงเป็นของแถม ดังนั้น น้ำตาลไม่ขัดสี จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาสุขภาพของคุณได้ ทำนองเดียวกันกับข้าวไม่ขัดสี แต่ถ้าคุณจะลดความหวานของน้ำตาลลงบ้าง และหันไปรับความหวานจากธรรมชาติ อย่างความหวานจากน้ำผึ้งหรือผลไม้ สุขภาพของคุณก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน !

29.ข้าวขัดขาว น่าเสียดายที่ส่วนที่มีประโยชน์ของข้าวอย่างจมูกข้าวนั้นถูกกำจัดออกไปในระหว่างขบวนการขัดสีข้าว ฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในเม็ดข้าวที่คุณจะได้รับก็มีแต่แป้ง ! เมื่อประโยชน์หมดไปและสิ่งที่มีเหลืออยู่นั้นคือโทษ ร่างกายของคุณจะเสียสมดุล เพราะไม่มีสารอาหารสำคัญมาคอยปกป้องร่างกาย คุณจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ แน่นอนที่สุดถ้าคุณไม่อยากเป็นโรคดังกล่าวคุณควรจะเปลี่ยนมารับประทาข้าวไม่ขัดสีหรือข้าวกล้องแทน

30.แป้งขัดขาว อย่างแป้งข้าวโพด แป้งสาลี แป้งข้าวจ้าว หรือแป้งข้าวเหนียว ความจริงก็ไม่ต่างอะไรจากข้าวขัดขาวเท่าไหร่ ในด้านคุณค่าทางอาหาร เพราะแป้งขัดขาวนั้นเป็นแป้งที่มีแต่คาร์โบไฮเดรต ! ไม่มีสารอาหารอื่น ๆ เหลืออยู่แล้ว เมื่อนำมาใช้ทำอาหารจะทำให้ร่างกายของคุณขาดสมดุลที่ดีในการดูดซึมวิตามินมาใช้ คุณจึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น เนื่องจากแป้งขัดขาวจะแปลงสภาพเป็นน้ำตาลกลูโคสได้เร็วมาก เมื่อร่างกายได้รับมากเกินไป ปัญหาย่อมเกิดขึ้นมาแน่ ๆ นอกจากโรคเบาหวานที่คุณจะได้รับแล้ว คุณยังมีโรคอีกโรคหนึ่งที่รออยู่ นั่นก็คือ โรคมะเร็งตับอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตับอ่อนทำงานมากเกินไป อีกทั้งการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมนี้เข้าไปนาน ๆ สมองของคุณจะมีอาการมึนงง จนคุณกลายเป็นคนสมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย ถ้าในเด็กก็จะซุกซนผิดปกติ และมีอาการง่วงเหงาซึมเซาตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายขาดวิตามินบีนั่นเอง