‘โรคลมแดด’ เพลียร้อน อ่อนใจ

 ทำให้เกิดสติว่าต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างประมาทไม่ได้ สำหรับอากาศร้อนทะลุปรอทในปีนี้ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา วันชัย ศักดิ์อุดมไชย ออกมาประกาศชัดเจนถึงวันที่อากาศร้อนที่สุดของปีนี้ ประมาณการอยู่ที่ 44 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงมากที่สุดในรอบ 55 ปี แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นวันไหน เพราะขึ้น อยู่กับความร้อนที่สะสมมากที่สุดในช่วงนั้นๆ


พูดถึงแดดแรงร้อนก็อดไม่ได้ที่จะอ่อนเพลียแถมยังละเหี่ยใจอีกต่างหาก ไม่ออกจากบ้านก็ไม่ได้ เพราะคนเราก็ต้องมีการงานและภารกิจอื่นๆ ที่ต้องออกไปผจญภัยกลางแจ้งบนท้องถนนหรือภายนอกอาคารที่ต้องผจญกับอากาศร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อพูดถึงโรคที่มากับแดดและความร้อน ก็ต้องพูดถึง โรคลมแดด (Heat Stroke) ซึ่งอันตรายอยู่พอสมควร หากเป็นหนักๆ รุนแรงก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ก่อนจะพูดถึงโรคลมแดด ก็ต้องพูดถึงอาการ เพลียแดด (Heat Exhaustion) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป แต่ยังไม่ถึงขั้นลมแดด เพราะยังสามารถควบคุมสติสัมปชัญญะอยู่ได้


ผู้ที่เพลียแดดจะมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก และอาจเป็นติดต่อกันไปหลายวัน โดยทั่วไปอาการเพลียแดดไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน การกินเกลือมากเกินไปกว่าระดับปกติที่มีในร่างกายจะทำให้เสียน้ำและโพแทสเซียมมากขึ้น และที่สำคัญคืออาจเกิดอาการเพลียแดดได้ โดยอุณหภูมิในร่างกายจะสูง เหนื่อยมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อจะอ่อนแอ น้ำหนักจะลด การแก้อาการเพลียแดด คือ ต้องให้ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะน้ำที่มีเกลือแร่ เช่น น้ำผลไม้ต่างๆ


มาว่ากันถึงการเมาแดดหรือแพ้แดดขั้นรุนแรง นั่นก็คือ “โรคลมแดด” บ้างก็เรียกว่า “โรคอุณหพาต” หรือ “โรคลมเหตุร้อน” โดยเริ่มมีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2530 จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ขึ้นมาอีกโรค


สาเหตุการเกิดโรคลมแดดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Classical Heat Stroke เกิดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่มีมากเกินไป ส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่มีอากาศร้อน พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากและมีโรคเรื้อรัง มักเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่สำคัญ คือ อุณหภูมิร่างกายสูง ไม่มีเหงื่อ


Exertional Heat Stroke เกิดจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไป มักจะเกิดในหน้าร้อนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานและนักกรีฑา อาการคล้ายกับ Classical แต่ต่างตรงที่กลุ่มผู้ป่วยประเภทนี้จะมีเหงื่อออก นอกจากนี้ยังพบการเกิดการสลายเซลล์กล้ามเนื้อลาย โดยจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ และพบไมโอโกลบินในปัสสาวะด้วย


สัญญาณสำคัญของโรคลมแดด ก็คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที
หากพบเจอผู้เป็นโรคลมแดดสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้ โดยนำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล


ถ้าผู้ป่วยลมแดดได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการลงได้อย่างมาก

วิธีการป้องกันโรคลมแดด

- ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด

- หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

- แม้ว่าจะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

- ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี

- ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป

- หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัดหลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน

- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด


ที่มา : เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ เรื่องโดย เพรงเทพ