ฝึกทักษะ 7 สัมผัสให้ลูกโตอย่างมีสุข

 สังคมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อนขึ้น ส่งผลให้เด็กสับสนกับแยกผิดชอบชั่วดีได้ จะสอนลูกอย่างไรให้รู้คิด รู้ถูกผิด รู้ชอบชั่วดี เพื่อให้เขาใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข? คำตอบ คือ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ การสอนและฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 7 ให้ลูกคือการส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตอย่างคนรู้คิด และรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบรวมทั้งประสบความสำเร็จในชีวิต


ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง พัฒนา การและพฤติกรรมเด็ก จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยสาระสำคัญของการฝึกทักษะ 7 สัมผัสให้เด็ก ผ่านโครงการผลิตสื่อแจกฟรีให้ประชาชน “คู่มือ 7 สัมผัสมหัศจรรย์ พัฒนาศักยภาพลูกน้อย” โดยการสนับสนุนของบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด ว่า การฝึกประสาทสัมผัสให้เด็กเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากต่อการสร้างกระบวนการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในการจัดระเบียบสัญญาณประสาทที่รับจากอวัยวะรับความรู้สึกเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม พ่อแม่อาจคุ้นเคยกับการพัฒนาประสาทสัมผัสทั้งห้ามีการมอง การได้ยิน การรับกลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัสพื้นผิวต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลประสบการณ์ที่ล้วนแต่ช่วยสร้างเสริมเส้นใยประสาทเชื่อมโยงในสมองได้อย่างมากมายโดยเฉพาะในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต


แต่ยังมีอีก 2 สัมผัสที่ไม่อาจละเลย นั่นคือ ประสาทสัมผัสด้านการทรงตัวและการเคลื่อนไหว ซึ่งมีอวัยวะรับสัมผัสอยู่ที่หูชั้นใน และประสาทสัมผัสจากการรับรู้ตำแหน่งและความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอัตโนมัติโดยไม่ต้องมองทำให้หยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กจึงแนะนำให้พ่อแม่สนับสนุนการเล่น และการทำกิจกรรมของเด็กในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างง่ายภายในบ้าน โดยดูให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก การไปเล่นนอกบ้านก็มีบทบาทสำคัญ พ่อแม่ควรหากิจกรรมที่สนุกและลูกได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมด้วย


ถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่พ่อแม่ต้องฝึกทักษะ 7 สัมผัสให้ลูก ดร.วสุนันท์ บอกว่า จำเป็นมาก พ่อแม่อาจมองข้ามความสำคัญของการฝึกทักษะ 7 สัมผัสเพราะไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาสติปัญญาความฉลาด มีการสำรวจพบว่าเด็กที่มี IQ ใกล้เคียงกัน แต่ความสามารถด้านกระบวนการรู้คิด การตัดสินใจ อาจต่างกันได้ เด็กที่ได้รับการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า หากพ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการระบบประสาท 7 สัมผัสอย่างไม่สะดุดตลอดช่วงวัยตั้งแต่เล็ก จะส่งผลให้เด็กมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปทุกช่วงอายุและยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสติปัญญาเชาวน์ไหวพริบได้เป็นอย่างดี


ดร.วสุนันท์ ระบุว่า เด็กในวัย 2-6 ขวบเป็นช่วงหน้าต่างแห่งโอกาส พ่อแม่ผู้ปกครองต้องส่งเสริมให้หน้าต่างนั้นเปิดกว้างอย่างมีคุณภาพเพราะเป็นช่วงสำคัญที่สมองจะพัฒนาได้จนเกือบถึงขีดสุด สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินไปด้วยกันก็คือ การได้รับอาหารและโภชนาการที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง กินอาหาร 5 หมู่ และกินอาหารเสริม อาทิ นม พร้อมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เป็นปัจจัยผสมผสานที่ทำให้เด็กเติบโตสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจและสมอง
ดร.วสุนันท์ ย้ำว่า การเล่นและการทำงานบ้านในชีวิตประจำวันเป็นวิธีฝึกทักษะ 7 สัมผัสได้ดีที่สุด พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกไปเล่นนอกบ้านอย่างอิสระ การเคลื่อนไหวสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย ควรปล่อยให้ลูกใส่เสื้อผ้าเอง ดูแลและจัดเก็บข้าวของของตัวเอง ให้ทำงานฝีมืออย่างง่าย ๆ เช่น เย็บกระดุม ปักผ้า ถักไหมพรม ร้อยลูกปัด เพื่อฝึกการประสานสัมผัสทางตาและกล้ามเนื้อมือ ที่สำคัญควรมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบภายในบ้านให้ลูกตามวัย เช่น กรอกน้ำใส่ขวด นำขยะไปทิ้ง กวาดบ้าน ล้างจาน เก็บเสื้อผ้า พับผ้า ซักถุงเท้า หรือแม้แต่การช่วยงานในครัว เป็นต้น


การเชื่อมโยงในระบบประสาทของเด็กก่อเกิดมาจากการใช้มือ เราจึงเห็นเด็กอนุบาลและชั้นประถมต้องใช้ดินสอแบบเหลาเพราะไส้ดินสอจะฝืดกว่าดินสอแบบกดเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กของมือและนิ้ว กิจกรรมทำมือ เช่น ปั้นดิน วาดภาพ ลากเส้น คัดลายมือ รวมทั้งการใช้มือทั้งมือในการเล่นไม่ว่าจะเป็นหมากเก็บ เล่นเชือก โหนบาร์ หวีผมและมัดผมด้วยตัวเอง ล้วนเชื่อมโยงข้อมูลประสบการณ์สู่ระบบประสาททั้งสิ้น ยกเว้นการใช้มือและนิ้วบนแป้นพิมพ์หรือสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านสัมผัสสำหรับเด็กวัยนี้


“ผลลัพธ์ของการพัฒนาทักษะ 7 สัมผัสได้อย่างสมบูรณ์จะทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเซนส์ออฟเซลฟ์ (sense of self) และเซนส์ออฟโซเชียลทัช (Sense of social touch) คือรู้จักตนเองว่าเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดที่เปิดกว้าง ปรับตัวยอมรับคนอื่นได้ ยอมรับความล้มเหลวของตัวเองได้ และมีระบบคิดที่จะทำสิ่งใหม่ซึ่งเกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น”


“แต่หากไม่ฝึกเด็ก ๆ ให้มีทักษะ 7 สัมผัสที่ดีพอ สังคมไทยก็จะมีผู้ใหญ่ที่มีลักษณะตรงข้าม คือ ไม่รู้จักตัวเอง ขาดความเชื่อมั่น มีความคิดฝังหัวยึดติด ไม่ยอมรับคนอื่น ๆ และสื่อสารกับคนรอบข้างอย่างเข้าใจกันไม่ได้” ดร.วสุนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องโดย : นภาพร พานิชชาติ

ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์