สงกรานต์ สาดน้ำปลอดภัย

 ทั้งนี้ พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร กุมารแพทย์สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือรพ.เด็ก สังกัดกรมการแพทย์ บอกว่า ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานนี้อย่าลืมใส่ใจสุขภาพซึ่งกันและกันด้วย โดยเฉพาะเด็ก ๆ นั้นจะต้องคอยระมัดระวังมากเพราะมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยและเกิดอันตรายได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่


ยิ่งตอนนี้มีการพลิกแพลงผสมน้ำแข็ง ผสมสี ผสมดินสอพอง จนทำให้น้ำที่เอามาสาดใส่กันมีสารปนเปื้อน จำพวก โลหะหนัก สารตะกั่ว เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อบาดทะยัก ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบนั้นต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ เพราะเด็กยังไม่สามารถควบคุมตนเองทำให้ มีโอกาสเสี่ยงมากที่สุด


นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดต่อเฉียบพลันทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด คออักเสบ หูอักเสบ ปอดบวม ยิ่งถ้าเป็นน้ำไม่สะอาดก็อาจจะทำให้เป็นโรคทางเดินอาหาร อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง โรคตาแดง หรือจากการปาน้ำแข็ง ใช้ดินสอพอง อันตรายอาจถึงกับตาบอดได้ ไปจนถึงโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ผดร้อน


รวมไปถึง โรคลมแดด (Heat stroke) ที่ต้องเฝ้าระวังเพราะเมืองไทยตอนนี้อากาศร้อนจัด อาจจะทำให้เกิดโรคลมแดด ในช่วงที่เล่นน้ำสงกรานต์ เช่น ช่วงกลางวันหรือบ่าย ร่าง กายปรับตัวไม่ทัน ทำให้มีการสูญเสียน้ำในร่างกายมาก ยิ่งเด็กเล็กโอกาสเกิดการเสียน้ำยิ่งง่าย ดังนั้นเพื่อปรับอุณหภูมิภายในร่างกาย และระหว่างเล่น ควรให้เด็กพัก แวะดื่มน้ำสะอาดเป็นระยะ


ทั้งนี้ คุณพ่อ คุณแม่ ควรกำหนดระยะเวลาในการเล่นน้ำของลูก ๆ ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง และคอยดูแลอย่างใกล้ชิด หลังจากเล่นน้ำเสร็จ ควรให้เด็กอาบน้ำสวมเสื้อผ้าที่แห้งสบาย ให้ความอบอุ่น หากมีอาการหนาว อาจจิบน้ำอุ่นช่วย
อย่างไรก็ตาม พญ.ถิรพร บอกว่า ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นไม่ได้เป็นอันตรายเฉพาะกับเด็กเล็กเท่านั้น เด็กโต อายุมากกว่า 5 ขวบก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่ผู้ใหญ่หากไม่ระมัดระวังก็สามารถเกิดอันตรายได้
สนุกสนานกับการเล่นน้ำแล้วอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอกันด้วย ไม่ควรเล่นน้ำติดต่อกันหลายวัน เพราะร่างกายจะเหนื่อยล้า ภูมิต้านทานในร่างกายต่ำเกิดการติดเชื้อโรคได้ง่าย และต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกมื้อ
หลังจากจบเทศกาลสาดน้ำส่งความสุขกันแล้วก็ขอให้เฝ้าสังเกตอาการป่วยหลังหยุดเล่นน้ำภายใน 1 สัปดาห์ด้วย เพราะโรคบางอย่างใช้เวลาในการฟักตัว


ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์