โลหิตจาง ภัยเงียบที่ต้องรับรู้

หากท่านพบว่ามีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง เยื่อบุตา หรือริมฝีปากซีด ให้สงสัยว่าอาจมีภาวะโลหิตจางเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษากับแพทย์เพื่อวินิจฉัย และได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากไม่ใส่ใจ และปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมาก อาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


โลหิตจาง หรือภาวะซีด หมายถึง การที่มีปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลงหรือระดับความเข้มข้นของเลือดลดลง ปัญหาโลหิตจางในประเทศไทยที่พบบ่อย ได้แก่


โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Irondeficiency) พบได้บ่อยที่สุด มีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ เช่น ไม่รับประทานอาหารโปรตีน ตับ เลือดหมู หรือมีการเสียเลือดทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น โรคพยาธิปากขอ ภาวะเลือดออกเรื้อรังในทางเดินอาหาร ริดสีดวงทวาร หรือสูญเสียเลือดมากผิดปกติทางประจำเดือน ในการป้องกันโรคโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก สามารถป้องกันได้ด้วยการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับหมู ตับวัว เลือดหมู นม ไข่ ผักใบเขียว และ ธัญพืช เช่น ถั่ว งา


เมล็ดฟักทอง ลูกเดือย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และทารกควรบำรุงอาหารเหล่านี้ให้มากหรือให้กินยาบำรุงโลหิตเสริม


โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ ยังเป็นปัญหาสำคัญในการจัดหาโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จากข้อมูลการจัดหาโลหิตในปีงบประมาณ 2555 พบว่ามีผู้ประสงค์จะบริจาคโลหิตจำนวน 693,262 คน แต่ไม่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติ และการตรวจร่างกายเบื้องต้น จำนวน 96,146 คน คิดเป็น 13.9% โดยส่วนใหญ่ไม่ผ่านการคัดกรอง เนื่องจากมีระดับความเข้มข้นโลหิต หรือระดับฮีโมโกลบินไม่ผ่านเกณฑ์ แบ่งเป็นผู้บริจาคเก่า 3% และผู้บริจาครายใหม่ 1.3% ของผู้ไม่ผ่านการคัดกรองทั้งหมด


ดังนั้น ผู้บริจาคโลหิตควรให้ความสำคัญกับการรับประทานยาธาตุเหล็ก ซึ่งศูนย์บริการโลหิตฯ ได้จัดให้กับผู้บริจาคโลหิตรับประทานในรูปของยาเม็ด ferrous fumarate 50 เม็ด ซึ่งมีส่วนประกอบของวิตามินซีและบีช่วยในการดูดซึมอยู่ด้วย ผู้บริจาคโลหิตควรรับประทานวันละ 1 เม็ด ก่อนนอนจนหมด รวมถึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีธาตุเหล็กสูง เพื่อให้มีความเข้มข้นโลหิตเพียงพอที่จะบริจาคโลหิตทุกครั้ง และระบบโลหิตในร่างกายมีโลหิตใหม่หมุนเวียนทดแทนโลหิตเก่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรงด้วย


โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติ จึงมีการแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเหลืองเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้จะต้องมีความผิดปกติทางพันธุกรรมมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ (ซึ่งอาจไม่มีอาการแสดง) ถ้ารับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่เป็นโรค แต่จะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมนั้นแฝงอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป


ในบ้านเราพบว่า มีคนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือที่เรียกว่าพาหะของโรคนี้ โดยไม่แสดงอาการเป็นจำนวนมากประมาณ 20 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจมีพาหะของโรคนี้สูงถึง 40% ของประชากรทั่วไป ส่วนผู้ที่เป็นโรคนี้อย่างชัดๆ มีประมาณ 1 ใน 100 คนของประชากรในประเทศ ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด เหลือง ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงจะมีการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า การเจริญเติบโตช้าและมีตับม้ามโตร่วมด้วย ชนิดของโรคแบ่งออกเป็นหลายชนิด มีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป


ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง โดย นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ ข้อมูลจากสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย