วิธีรักษารอยคล้ำใต้ตา

รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การเกิดรอยคล้ำใต้ตามี 3 สาเหตุหลัก คือ 1.มีการสร้างเม็ดสีบริเวณผิวหนังใต้ตาเพิ่มขึ้น 2.มีผิวหนังบริเวณใต้ตาบาง และ 3.เกิดเงาดำใต้ตาจากการมีผิวหนังใต้ตาหย่อน (ร่องน้ำตา) ซึ่งมีวิธีการรักษาแตกต่างกัน


"สำหรับรอยคล้ำที่เกิดจากการสร้างเม็ดสีบริเวณผิวหนังใต้ตาเพิ่มขึ้นมักพบในภาวะรอยดำที่เกิดตามหลังการอักเสบในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนังเรื้อรัง(atopic dermatitis) หรือการแพ้จากการสัมผัสสารต่างๆ (allergic contact dermatitis) รอยคล้ำจากสาเหตุนี้มักมีสีออกเทา เมื่อเอามือรีดผิวหนังบริเวณนั้น รอยจะไม่จางแต่สามารถรักษาด้วยการใช้ครีมที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่น ไฮโดรควิโนน Arbutin Licorice Kojic หรือครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือใช้เลเซอร์กำจัดเม็ดสี ส่วนรอยคล้ำที่เกิดจากการมีผิวหนังใต้ตาบาง หรืออาจมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณนั้นบางลงร่วมด้วย มักเกิดจากเส้นเลือดใต้ผิวหนัง ซึ่งมักจะมีสีออกม่วง และเห็นชัดมากบริเวณด้านหัวตา โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน รอยคล้ำนี้ไม่ตอบสนองต่อการทายา แต่จะตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยเลเซอร์กำจัดเส้นเลือด หรือการฉีดสารเติมเต็มเพื่อทำให้ผิวหนังดูหนาขึ้น ขณะที่รอยคล้ำจากการที่มีผิวหนังใต้ตาหย่อนคล้อย จนทำให้เกิดเงาดำใต้ตา มักเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น มักพบการมีรอยย่นรอบดวงตารอบด้วย ในรายที่เป็นมากๆ อาจมีถุงใต้ตาด้วย การรักษาทำได้โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น เลเซอร์ หรือคลื่นความถี่วิทยุที่มีผลทำให้ผิวหนังใต้ตากระชับขึ้น การฉีดสารเติมเต็มเพื่อทำให้ร่องน้ำตาตื้นขึ้น หรือในรายที่เป็นมากๆ หรือมีถุงใต้ตาขนาดใหญ่ อาจต้องผ่าตัด" รศ.พญ.รังสิมา กล่าวและว่า ผู้ที่มีปัญหารอยคล้ำใต้ตา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเหมาะสม

ที่มา: รศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เว็บไซต์มติชน